Dip-Innovation

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

พลังงาน

ตัวอย่างการนำพลังงานทดแทนไปใช้ในประเทศไทย
ตัวอย่าง การนำพลังงานทดแทนไปใช้ในประเทศไทย
โครงการนำพลังงานทดแทนไปใช้งานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
1. ระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบกระแสตรง พร้อมหอถึงสูงโดยกรมพัฒนา  และส่งเสริมพลังงาน(สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน)
ระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบกระแสสลับพร้อมแบตเตอรี่ ประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 1,500 วัตต์ จำนวน 1 ชุด เครื่องสูบน้ำมอเตอร์กระแสสลับขนาด 1 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับขนาด 3 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง แบตเตอรี่ขนาด 130 แอมแปร์ชั่วโมง 12 โวลต์ จำนวน 20 ลูก อุปกรณ์ควบคุมการประจุแบตเตอรี่ 1 ชุด ขนาด 30 แอมแปร์ 48 โวลต์ อาคารโรงคลุมอุปกรณ์ 1 หลัง และท่อส่งน้ำ 1 ชุด
เครื่องสูบน้ำจะทำงานด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะสมไว้ในแบตเตอรี่และจากเซลล์แสงอาทิตย์โดยผ่านเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าในช่วงกลางวัน หรือใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สูบน้ำเมื่อต้องการ โดยสามารถสูบน้ำได้วันละประมาณ 45 ลูกบาศก์เมตร ที่ระยะหัวยกน้ำหนักรวม 12 เมตร และเป็นระบบที่ไม่มีหอถังสูบเก็บน้ำ เนื่องจากได้นำระบบแบตเตอรี่มาใช้เป็นอุปกรณ์สะสมพลังงาน ทำให้ระบบนี้สามารถนำพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ได้ในช่วงเวลาที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อการสูบน้ำ เช่น ใช้กับแสงสว่าง โทรทัศน์ และอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับอื่นๆ ที่มีขนาดและระยะเวลาการใช้งานที่เหมาะสมกับพลังงานที่เก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่ ระบบดังกล่าวติดตั้งในพื้นที่แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่

2. ระบบสูบน้ำด้วยกังหันลม โดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน) และบริษัท อุสาพัฒนาเศรษฐกิจ จำกัด
จากข้อมูลลมบริเวณพื้นที่เขาหินซ้อน ความเร็วลมมีค่าเฉลี่ยประมาณ 7 กิโลกรัมต่อชั่วโมง วันละประมาณ 13 ชั่วโมง ดังนั้น โครงการฯ จึงนำกังหันลมสูบน้ำจำนวน 3 ระบบ มาติดตั้งใน 3 พื้นที่คือ พื้นที่แปลงเกษตรบริเวณอ่างเก็บนำห้วยเจ๊ก ศูนย์ส่งเสริมพืชสวนบริเวณห้วยน้ำโจน และโครงการพืชอายุสั้นบริเวณห้วยน้ำโจน
ระบบที่นำมาใช้งานแต่ละระบบประกอบด้วยกังหันลม ระบบส่งกำลังแบบเฟือง ขนาดความสูง 18 เมตร ความกว้างของใบพัด 14 ฟุต จำนวนใบพัด 30 ใบ เครื่องสูบน้ำแบบลูกสูบเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 นิ้ว ระยะชัก 7 นิ้ว หอถังเหล็กสูง 12 เมตร ความจุ 12 ลูกบาศก์เมตร ท่อส่งนำเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว และท่อดูดน้ำเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว กังหันลมจะเริ่มทำงานที่ความเร็วลมประมาณ 4 กิโลเมตรต่อชั่งโมง จะสูบน้ำไปเก็บไว้ในหอถังสูงที่ระยะหัวยกน้ำประมาณ 18 เมตร โดยสูบน้ำได้วันละประมาณ 10-20 ลูกบาศก์เมตร ขึ้นอยู่กับความเร็วลม จากนั้นจึงปล่อยน้ำจากหอถังสูงผ่านระบบหัวฉีดย่อยหรือน้ำหยด ให้กับแปลงเกษตรกรรมต่อไป

 

 

3. ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์เชื่อมต่อสายส่งโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน)
ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์เชื่อมต่อสายส่งนี้ติดตั้งที่อาคารศูนย์ประชาสัมพันธ์ประกอบด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 2,100 วัตต์ อุปกรณ์ควบคุม 1 ชุด เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า 1 ชุด และวัตต์มิเตอร์แสดงผลการผลิตไฟฟ้า 1 ชุด
ในเวลากลางวันที่มีแสงอาทิตย์ เซลล์แสงอาทิตย์จะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง จากการออกแบบระบบจะให้ไฟฟ้ากระแสตรงขนาดแรงดัน 220-240 โวลต์ และกระแสไฟฟ้า 6-8 แอมแปร์ ไฟฟ้ากระแสตรงที่ผลิตได้จะไหลผ่านเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าและถูกเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสสลับที่มีแรงดัน 220 โวลต์ และมีคุณสมบัติเหมือนกับกระแสไฟฟ้าในระบบไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม ดังนั้น กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบนี้จึงสามารถใช้ได้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่ทุกชนิด โดยในกรณีที่กระแสไฟฟ้า ที่ผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์มีมากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจะถูกขายคืนเข้าในระบบสายส่งของการไฟฟ้าฯ ในทางกลับกันหากความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าในขณะนั้นมีมากกว่ากระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ กระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดก็จะถูกซื้อเสริมเข้ามาจากระบบสายส่งของการไฟฟ้าฯ ตามปกติซึ่งการทำงานของระบบได้รับการออกแบบให้เป็นการทำงานแบบอัตโนมัติ ดังนั้นจึงไม่ต้องมีการปิด-เปิดระบบแต่อย่างใดในแต่ละวัน
ผลการติดตั้งระบบ ทำให้ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ซื้อจากระบบสายส่งของการไฟฟ้าฯ ลดลงเท่ากับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งเท่ากับว่าจะสามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงบรรพชีวิน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ในการผลิตกระแสไฟฟ้าลง อันจะส่งผลให้มลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงดังกล่าวลดลงได้อีกทางหนึ่ง

4. ย้ายและติดตั้งเพิ่มเติมระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ โดยบริษัท บีพีไทยโซลาร์ จำกัด
เครื่องสูบน้ำเดิมที่บริษัท บีพีไทยโซลาร์ จำกัด ได้ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2533 ที่สระ 1 อ่างเก็บน้ำที่ 4 ได้เกิดการชำรุด เนื่องจากสูบน้ำที่เป็นกรดและน้ำที่แห้งขอด โครงการฯ จึงย้ายเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งที่บริเวณอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 10 ซึ่งมีน้ำที่เป็นกรดอ่อนกว่าและทางบริษัท บีพีไทยโซลาร์ จำกัด ได้ติดตั้งระบบสูบน้ำเพิ่มเติมด้วย
ระบบประกอบด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 58 วัตต์ จำนวน 28 แผง รวม 1,624 วัตต์ เครื่องสูบน้ำ 1 เครื่อง เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า 1 ชุด อุปกรณ์ควบคุม 1 ชุด ถังน้ำสูบ 1 ถัง และท่อโลหะส่งน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว เป็นระยะทาง 300 เมตร โดยเครื่องสูบน้ำจะทำงานด้วยไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน สูบน้ำไปเก็บในถังสูงได้วันละ 40-50 ลูกบาศก์เมตร ที่ระยะยกน้ำสูง 15 เมตร และใช้แรงโน้มถ่วงปล่อยน้ำสู่แปลงเกษตรทดลองผ่านหัวฉีดกระจายน้ำ
5. ระบบแสงไฟถนนด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ 10 ชุด โดยบริษัท บีพีไทยโซลาร์ จำกัด

 

 

 

ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มีการติดตั้งระบบแสงไฟถนนด้วยเซลล์แสงอาทิตย์จำนวน 10 ระบบ แต่ละระบบประกอบด้วย เซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 75 วัตต์ อุปกรณ์ควบคุมแบตเตอรี่ หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ขนาด 18 วัตต์ และเสาไฟพร้อมโครงเหล็กยึดเซลล์แสงอาทิตย์
ลักษณะการทำงานของระบบ คือ เซลล์แสงอาทิตย์จะประจุกระแสไฟฟ้าลงในแบตเตอรี่ในเวลากลางวัน โดยผ่านอุปกรณ์ควบคุมที่ทำหน้าที่ประจุให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ ภายในเครื่องมีอุปกรณ์สั่งให้หลอดไฟสว่างเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด และสั่งให้หลอดไฟดับเมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างหรือเมื่อแบตเตอรี่มีไฟฟ้าไม่เพียงพอในช่วงที่มีแสงอาทิตย์น้อยเพื่อป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่เสียหาย
6. ชุดแสงไฟล่อแมลงด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ โดยบริษัท สยามโซลาร์ แอนด์ อีเลคทรอนิคส์ จำกัด

ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ แต่เดิมยังไม่มีเครื่องล่อแมลงที่จะใช้กำจัดแมลงบางชนิดที่เป็นศูนย์พืช จึงได้นำชุดแสงไฟล่อแมลงด้วยเซลล์แสงอาทิตย์มาติดตั้งภายในบริเวณศูนย์ฯ ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้ออกแบบและผลิตโดยคนไทย เป็นอุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายง่าย ติดตั้งสะดวก และมีต้นทุนการผลิตต่ำ ประกอบด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 10 วัตต์ จำนวน 1 แผง หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ 6 วัตต์ จำนวน 1 ชุด แบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ 4 แอมแปร์ชั่วโมง จำนวน 1 ลูก เซนเซอร์วัดความสว่าง 1 ชุด ชุดตั้งเวลาการทำงานของหลอดไฟกับพัดลม 1 ชุด พัดลมขนาด 2 นิ้ว 1 เครื่องชุดแสดงผลความจุแบตเตอรี่ 1 ชุด ถุงผ้าดักแมลง 1 ถุง และขาตั้งแบบเคลื่อนย้ายได้ 1 ชุด
การทำงานของระบบเป็นไปโดยเซลล์แสงอาทิตย์จะประจุกระแสไฟฟ้าลงในแบตเตอรี่ในเวลากลางวัน เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน เซนเซอร์วัดความสว่างจะสั่งให้หลอดไฟสว่างและพัดลมหมุนเป็นเวลา 2 ชั่วโมง เพราะโดยปกติแมลงจะออกมาเล่นไฟประมาณ 2 ชั่วโมง โดยในขณะที่หลอดไฟสว่างและพัดลมหมุนนั้น หากมีแมลงบินเข้าใกล้ก็จะถูกดูดให้ตกลงไปในถุง และแมลงที่ได้นี้สามารถนำไปใช้เลี้ยงปลาได้ นอกจากนี้ ชุดแสงไฟล่อแมลงยังสามารถติดตั้งไว้กลางบ่อเลี้ยงปลาเพื่อให้แมลงตกลงไปในบ่อปลาโดยตรงได้ด้วย

 

7. ชุดกรองน้ำดื่มระบบรีเวิร์สออสโมซิลทำงานด้วยไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ชุดกรองน้ำดื่มระบบรีเวิร์สออสโมซิสเป็นเครื่องฟอกน้ำจืด น้ำกร่อย หรือ น้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดบริสุทธิ์ โดยมีหลักในการทำงาน คือ ใช้เยื่อเมมเบรน (membrane) ซึ่งเป็นเยื่อบางๆ คล้ายแผ่นกระดาษแต่มีเนื้อละเอียดถึง 0.0001 ไม่ครอน ทำให้โมเลกุลของสารละลายในน้ำไม่สามารถลอดผ่านไปได้ โดยเยื้อเมมเบรนจะทำงานควบคู่กับเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงที่ทำหน้าที่ผลักดันน้ำดิบให้ผ่านเยื่อเมมเบรนเครื่องสูบน้ำดังกล่าวทำงานด้วยไฟฟ้าที่ผลิตจากเซลล์แสงอาทิตย์
ระบบที่นำมาติดตั้งนี้ประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 60 วัตต์ แบตเตอรี่ขนาด 624 วัตต์ต่อชั่วโมง ชุดควบคุม และเครื่องสูบน้ำแรงดันสูง โดยการทำงานจะเริ่มจากการเปิดวาล์วให้น้ำดิบเข้าสู่ระบบไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์จะเดินเครื่องสูบน้ำให้ทำงานเพื่อเพิ่มความดันให้น้ำดิบ อัดน้ำผ่านส่วนไส้กรองคาร์บอนทั้งชนิดเม็ดและชนิดผง ส่วนเยื่อกรองเมมเบรน และส่วนไส้กรองคาร์บอนอันสุดท้านจนได้เป็นน้ำบริสุทธิ์
8. เครื่องสกัดสารกำจัดศัตรูพืชด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด

เครื่องสกัดสารกำจัดศัตรูพืชด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ประกอบด้วยแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ 1 ชุด  ถังสกัดสารไส้กรอง ท่อน้ำเข้าถังและท่อน้ำเข้าแผง วาล์วเช็คระดับน้ำขารับแผงและถัง เป็นอุปกรณ์ที่นำพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มาใช้ ประโยชน์ในการต้มสกัดสารชีวภาพ ซึ่งมีอยู่ในสมุนไพรบางชนิด เช่น ตะไคร้ หอม สะเดา ข่า และอื่นๆ โดยการทำงานจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบแผงรับแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนจะถูกดูดซับและส่งถ่ายความร้อนให้กับน้ำที่อยู่ในระบบ ทำให้น้ำร้อนและลอยตัวขึ้นที่สูงแล้วไหลไปตามท่อหุ้มฉนวนเข้าสู่ถังสกัดสารกำจัดศัตรูพืชหรือหม้อต้มซึ่งใส่สมุนไพรไว้ ขณะเดียวกันน้ำส่วนล่างของหม้อต้มก็จะไหลไปตามท่อหุ้มฉนวนด้านตรงข้ามเข้าสู่แผงรับแสงอาทิตย์เพื่อรับพลังงานความร้อนจากแผงเป็นวัฏจักรเรียกว่า ระบบไหลเวียนตามธรรมชาติ น้ำในหม้อต้มจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณ 90 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาวันละ 6-8 ชั่วโมง   ก็จะได้น้ำสารสกัดจากพืชสมุนไพร 75-100 ลิตรต่อวัน เมื่อปล่อยให้เย็นก็สามารถนำน้ำสารสกัดไปฉีดพ่นพืชผักผลไม้ได้ทันที เพื่อป้องกันศัตรูพืชที่จะมาทำลาย
9. ระบบเครื่องขยายเสียงพลังงานแสงอาทิตย์ โดยบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด
เครื่องขยายเสียงพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 6 วัตต์ 12 โวลต์ 0.3 แอมแปร์ จำนวน 1 แผง แบตเตอรี่แบบ sealed lead acid ขนาด 12 โวลต์ 0.7 แอมแปร์ จำนวน 1 ลูก และเครื่องขยายเสียง พร้อมไมโครโฟนแบบมีสายและแบบไร้สาย จำนวน 1 ชุด ชุดเครื่องขยายเสียงถูกดัดแปลงให้สามารถใช้ได้ทั้งไฟฟ้ากระแสตรงและไฟฟ้ากระแสสลับ มีขนาดกำลังขยาย 50 วัตต์ โดยสามารถใช้งานได้ทั้งไมโครโฟนแบบมีสายและแบบไร้สายซึ่งใช้กระแสไฟฟ้าขนาด 0.5 แอมแปร์ และสามารถใช้งานในภาคสนามและเลือกใช้ตามความเหมาะสมได้อีกด้วย
10. เครื่องวัดพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เครื่องวัดพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่

  1. ส่วนเซนเซอร์หรือไพรานอมิเตอร์ ประกอบด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคคอนขนาด 1 ตารางเซนติเมตร และขั้วของเซลล์และอาทิตย์
  2. ส่วนอินติเกรตสัญญาณ ทำหน้าที่แสดงผลและอินติเกรตค่าความเข้มรังสีดวงอาทิตย์เป็นพลังงาน

ประโยชน์ของเครื่องวัดพลังงานแสงอาทิตย์ คือสามารถวัดค่าพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งทำให้ทราบประสิทธิภาพการทำงานของระบบพลังงานทดแทนที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ในอนาคตได้
11. มุ้งแอร์สุขภาพรุ่นประหยัดพลังงาน โดยนายศฤงคาร รัตนางศุ (สมาคมการประดิษฐ์ไทย)

มุ้งติดแอร์ ประกอบด้วยโครงเหล็กขนาดเล็กแบบถอดประกอยได้ มีหลังคาทรงโค้งคล้ายทรงโดมและมีทางเข้าออก โดยตัวมุ้งผลิตจากผ้าชนิดพิเศษและมีน้ำหนักเบาเป็นลักษณะ 2 ชั้น ชั้นนอกโปร่งและชั้นในทึบเพื่อเป็นฉนวนความร้อน โดยมีช่องแอร์สำหรับต่อเข้ากับเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ขนาดเล็กที่มีระบบฟอกอากาศ ด้านหน้าพ่นลมเย็น ด้านหลังพ่นลมร้อนซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องทำความอุ่นให้กับมุ้งติดแอร์ได้ เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ขนาดเล็กนี้สามารถนำมาใช้ทดแทนพัดลมซึ่งให้ลมเย็นกว่าพัดลมไอน้ำ และเนื่องจากเป็นเครื่องปรับอากาศเล็กจึงสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าน้อยมาก

ภายหลังจากที่โครงการฯ นำระบบพลังงานทดแทนติดตั้งที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว คุณเกรียงศักดิ์ หงษ์โต ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพลังงานทดแทน ดังนี้
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการด้านพลังงานของประเทศไทย
คุณเกรียงศักดิ์ : “การจัดการด้านพลังงานที่ดีนั้น เราต้องย้อนไปมองถึงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่เสียก่อน เพราะว่าแหล่งของพลังงานธรรมชาติก็คือทรัพยากร อย่างเช่น ถ้าเรามีป่าสมบูรณ์เราก็ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการปรับปรุงดิน ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ผมมองเห็นว่า เรายังขาดการจัดการทรัพยากรที่ดีและสอดคล้องกับภูมิศาสตร์บ้านเรา อย่างบ้านเรามีพลังงานธรรมชาติอยู่มากมายขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างต่อเนื่องได้อย่างไร”
การแก้ปัญหาด้านพลังงานของประเทศไทยควรจะเป็นไปในแนวทางใด
คุณเกรียงศักดิ์ : “การแก้ปัญหาด้านพลังงานนั้นจะต้องแก้ตั้งแต่รากของปัญหา นั้นก็คือสำนึกในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพราะการจะเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยที่แต่เดิมเขาก็มีพลังงานใช้ มีไฟฟ้าใช้อย่างสะดวกสบายอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย การแก้ปัญหาจึงต้องมองภาพรวมทั้งหมด ต้องมองทั้งกระบวนการจัดการ ผมเชื่อว่าทุกคนก็รับรู้อยู่แล้วว่า พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมนั้นมีมากมาย แล้วก็ดีแน่ๆ แต่การลงทุนในเบื้องต้นที่จะนำมาใช้นั้นสูงแค่ไหน การดูแลรักษาในเรื่องเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้เรายังมีความรู้ความเข้าใจกันอยู่น้อยมาก จุดนี้เองที่เราจะต้องมีการพัฒนาต่อไป”
ความคาดหมายที่จะได้รับจากโครงการนำพลังงานทดแทนมาใช้งานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ
คุณเกรียงศักดิ์ : “วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ก็เพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานนำเข้าแต่การนำพลังงานธรรมชาติมาใช้ในประเทศของเรานั้นยังต้องมีการพัฒนาอีก เพื่อให้ในวันหนึ่งข้างหน้าการลงทุนติดตั้งจะได้มีราคาถูกลง และชาวบ้านที่มีรายได้ไม่มากนักสามารถนำไปใช้ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เราก็สามารถนำมาใช้ในบางส่วนซึ่งก็ช่วยประหยัดไปได้มากเหมือนกัน แล้วลองคิดดูว่าถ้าคนจำนวน 60 ล้านคน ทั้งประเทศช่วยกัน เราจะสามารถประหยัดพลังงานที่ต้องนำเข้า ประหยัดรายจ่ายของประเทศไปได้มากแค่ไหน
“ส่วนตัวผมเองเห็นด้วยที่หน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามาร่วมกันทำตรงจุดนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษาของพระองค์ท่าน เพราะว่าจากตรงนี้เราจะได้เก็บตัวเลขข้อมูลที่ได้จากการใช้งาน เพื่อเผยแพร่ให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมหรือมาดูงานภายในศูนย์ ได้เรียนรู้ว่า ระบบพลังงานทดแทนเป็นอย่างไร ใช้ได้ผลแค่ไหน มีระบบการทำงานเป็นอย่างไร มีปัญหาอย่างไร มีข้อดีข้อเสียตรงไหน เพื่อจะเป็นทางเลือกให้กับเขาได้นำไปใช้หรือพัฒนาต่อไปได้”
ที่มา : หนังสือพลังงานของแผ่นดิน
ที่มา http://www.thaienergynews.com/m1700_0003.asp
“พลังงานเขียว” ธุรกิจไทยผลิตใช้เองไม่รอรัฐอุ้ม

 

 

 

 

 

 

ทุกคนกำลังตื่นตัวเรื่องพลังงานภาคเอกชนไทยก็ไม่ได้อยู่เฉย แถมหลายรายยังออกตัวไปไกลหลายช่วงตัวแล้วโดยปลายเดือนมิถุนาฯ ที่ผ่าน ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้ร่วมก๊วนกรีนทริปโครงการพลังงานเขียวเยียวยาโลก”เยี่ยมชมผู้ประกอบการไทยที่ตอนนี้ไม่ได้นั่งรอแต่ความช่วยเหลือจากรัฐแต่เดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วย

สำหรับกิจกรรม โครงการพลังงานเขียวเยียวยาโลก” ครั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการ 1 องศา: รวมพลังลดวิกฤติโลกร้อน จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เพื่อยกปัญหาโลกร้อนและการพัฒนาพลังงานทางเลือกสู่ประเด็นสาธารณะ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยร่วมกันอนุรักษ์พลังงานและมีส่วนพัฒนาพลังงานทางเลือกมากขึ้น

1. เยี่ยมชม พีทีทีอีพี 1”แหล่งผลิตน้ำมันดิบสัญชาติไทย

กรีนทริปที่ผู้จัดการวิทยาศาสตร์เข้าร่วมครั้งนี้เริ่มจากการบุกไปชมแหล่งผลิตน้ำมันดิบที่โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมขนาดเล็ก ณ โครงการสุพรรณบุรี (พีทีทีอีพี 1) ของ ปตท.สผ.ผู้แสวงหาแหล่งน้ำมันดิบสัญชาติไทย ซึ่งถือเป็นโครงการขุดเจาะน้ำมันโครงการแรกที่ดำเนินการโดยคนไทย 100%

นายกิตติศักดิ์ หิรัญญะประทีป ผู้จัดการโครงการพีทีทีอีพี 1 กล่าวว่า ตอนนี้โครงการสุพรรณบุรีมีกำลังการผลิตน้ำมันรวมกัน 450-470 บาร์เรลต่อวัน จากแหล่งผลิต 3 แห่งคือ แหล่งกำแพงแสน อู่ทอง และสังฆจายที่มีอาณาเขตติดต่อกันใน จ.สุพรรณบุรี และ จ.นครปฐม โดยเจาะลงไปใต้พื้นดินลึก 1,500 เมตร และใช้ “หัวม้า” หรือดองกี้ปั้มดันน้ำมันดิบขึ้นสู่ผิวดิน

ผู้จัดการโครงการทีพีพีอีพี 1 เท้าความว่า เริ่มแรกทีเดียว ปตท.สผ.ได้เข้าซื้อแปลงสัมปทานแห่งนี้ต่อจากบริษัท บีพี ปิโตรเลียม ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (ประเทศไทย) และผลิตน้ำมันดิบป้อนเข้าสู่ระบบตั้งแต่ปี 2536 พบว่ามีปริมาณน้ำมันดิบใต้ดินถึง 5.12 ล้านบาร์เรล โดยปัจจุบันได้นำออกใช้แล้ว 4.578 ล้านบาร์เรล จึงเหลือเพียง 5 แสนบาร์เรล ซึ่งดูไม่มากนัก แต่ก็ขุดใช้ได้อีกถึง 5 ปีทีเดียว

ที่นี่ถือว่าผลิตน้ำมันเข้าระบบได้น้อยมากๆแค่ 450-470 บาร์เรลต่อวันเทียบไม่ได้กับความต้องการจริงของคนไทยที่ใช้น้ำมันดิบวันละ 2 แสนบาร์เรลถ้ารวมแหล่งผลิตของไทยทั้งบนบกและในทะเลก็ยังสนองความต้องการได้อย่างมากแค่ 10-20% แต่อีก 80% เราต้องนำเข้า” นายกิตติศักดิ์ แสดงความกังวลคล้ายจะวิงวอนให้คนไทยเห็นคุณค่า ของพลังงานมากขึ้น

ผู้จัดการโครงการทีพีพีอีพี 1 เผยถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะขุดพบแหล่งน้ำดิบเพิ่มด้วยว่า ก็แสนยาก เพราะแต่ละครั้งที่ขุดลงไปใต้พื้นดินจะมีโอกาสพบน้ำมันเพียง 1 ใน 5 หรือ 20% เท่านั้น ทว่าต้องเสียค่าขุดเจาะถึง 40 ล้านบาท

2. เปลี่ยนกากอ้อยเป็นพลังงานลดโลกร้อน

ใช่แค่เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เอกชนไทยมุ่งมั่น โดยผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้เกาะติดการใช้พลังงานชีวมวลด้วย ซึ่งกลุ่มมิตรผลได้ดำเนินการเปลี่ยนขุมทรัพย์บนดินจากของเหลือใช้การเกษตรอย่างกากอ้อย เป็นพลังงาน แถมยังได้เม็ดเงินและคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมา โดยปี 2545 กลุ่มมิตรผลได้ตั้งโรงไฟฟ้าด่านช้างขึ้น

นายณัฐสพล กระจ่างแผ้ว ผอ.โรงไฟฟ้าด่านช้าง เผยว่า ในแต่ละปีทางโรงงานน้ำตาลมิตรผลจะมีกากอ้อยเหลือจากการหีบน้ำหวานออกถึง 4 แสนตัน ถือเป็นวัตถุดิบอย่างดีสำหรับผลิตไฟฟ้า โดยกากอ้อย 2.2 ตันจะเผาได้ไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ชั่วโมง

ขณะนี้ทางโรงไฟฟ้าด่านช้างได้ทำสัญญาผลิตไฟฟ้าส่งขายแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้วที่กำลังการผลิต 27 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 21 ปี แถมยังมีผลพลอยได้เป็นไอน้ำปั่นไฟสำหรับกระบวนการผลิตน้ำตาล และขี้เถ้าที่เป็นปุ๋ยชั้นเยี่ยมแก่เกษตรกร รวมๆ แล้วโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างรายได้เข้ากระเป๋ากลุ่มมิตรผลทุกปีถึงปีละ 890 ล้านบาท

ที่สำคัญโรงไฟฟ้าด่านช้างยังเข้าร่วมกลไกการพัฒนาที่สะอาดเพื่อส่งขายคาร์บอนเครดิต 9.3 หมื่นตันต่อปี โดยกำลังทำเอกสารเพื่อยืนยันการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่คณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม อีบี) ณ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี

3.  ขี้หมูผลิตไฟฟ้ายิงปืนนัดเดียวได้นกเป็นพวง

ถัดจากนั้นเมื่อคณะสื่อมวลชนมุ่งหน้าไปที่ จ.ราชบุรี ยังได้เยี่ยมชมฟาร์มสุกรของนายสมชาย นิติกาญจนา เจ้าของฟาร์มสุกร เอสพีเอ็ม ฟาร์ม ที่วันนี้ขี้หมูที่เคยสร้างความรำคาญและดึงดูดแมลงรบกวนได้เปลี่ยนไปเป็นก๊าซชีวภาพผลิตกระแสไฟฟ้า และได้กากขี้หมูทำปุ๋ยด้วย

เจ้าของฟาร์มหมูผลิตไฟฟ้ารายนี้เผยว่า แต่ก่อนฟาร์มหมูจะเป็นที่รังเกียจรำคาญของชาวบ้านมาก เพราะมีกลิ่นเหม็นรบกวนจากขี้หมู เกิดน้ำเน่าเสีย หนำซ้ำยังนำแมลงรำคาญอย่างแมลงวันเป็นพาหะก่อโรค

เขาจึงหันเข้าหา สนพ.เพื่อขอการสนับสนุนเทคโนโลยีเปลี่ยนขี้หมูให้เป็นไบโอแก๊ส เป้าประสงค์แรกเพื่อกำจัดมลพิษจากขี้หมู ทว่าทำให้เขาสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้เอง ส่งบางส่วนขายให้แก่การไฟฟ้าได้ความร้อนจากเครื่องปั่นไฟสำหรับกกลูกหมูได้กากขี้หมูจากบ่อแก๊สชีวภาพเป็นปุ๋ยอีนทรีย์แห้งและยังจะทำให้มีรายได้จากคาร์บอนเครดิต 7-8 ล้านบาทในเร็วๆนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน เขายังมีแผนปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อนำน้ำมันปาล์มที่ได้ไปใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ โดยมีผลการศึกษาพบว่าน้ำเสียจากขี้หมู 1 ลบ.ม.จะผลิตแก๊สชีวภาพได้ 25-30 ลบ.ม. แต่หากใส่ต้นปาล์มและใบปาล์มหั่นลงไปผสมจะทำให้ได้แก๊สชีวภาพเพิ่มเป็น 200 ลบ.ม.

ใครบอกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแต่ผมจะบอกว่าไม่ใช่ ผมยิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกเป็นฝูงเลย ได้ทั้งไฟฟ้าได้เงินจากการขายไฟฟ้า ได้ความร้อนกกลูกหมู ได้ปุ๋ยแล้วยังขายคาร์บอนเครดิตได้ด้วย” นายสมชายกล่าว

5.   รีสอร์ทสีเขียวตามรอยเท้าพ่อฯ

ทั้งนี้ ก่อนปิดท้ายกรีนทริป สนพ.ยังนำคณะสื่อไปพักผ่อนที่คำแสดรีสอร์ท พร้อมเยี่ยมชมศูนย์กสิกรรมธรรมชาติและเทคโนโลยีผสมผสานคำแสด ที่ซึ่งพนักงานได้ยึดหลักธรรมในพุทธศาสนาควบคู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงในการดำรงชีวิต ผู้ที่ไปพักผ่อนจึงมีโอกาสสัมผัสกับวิถีการพึ่งพิงตนเองของคำแสดรีสอร์ทไปพร้อมๆ กัน

วิถียั่งยืนของคำแสดรีสอร์ท เช่น การผลิตไบโอดีเซลบี 100 จากน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างง่ายๆเพื่อใช้กับเครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ และรถกระบะดีเซล, การผลิตไบโอแก๊สจากเศษอาหารของแขก, การทำน้ำส้มควันไม้เพื่อไล่ปลวกและแมลงรบกวนที่ทำให้ได้ถ่านไม้คุณภาพดีเป็นผลพลอยได้ด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ภายในคำแสดรีสอร์ทยังมีการปลูกผักอินทรีย์ไว้รับรองแขกของโรงแรม, การเก็บใบไม้และกิ่งไม้จากการตัดแต่งสวนมาทำปุ๋ยหมัก, รวมถึงการเก็บดอกปีบและใบหมี่ที่ร่วงหล่นในรีสอร์ทมาจัดทำแชมพูและน้ำหอมเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งหากผู้ใดสนใจก็สามารถซื้อหาติดไม้ติดมือกลับไปฝากเพื่อนฝูงได้ในราคาไม่ถูกไม่แพง

นายบุญชนะ ผลเงาะ วิทยากรจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติและเทคโนโลยีผสมผสานคำแสด ยืนยันว่า โครงการเหล่านี้ล้วนเกิดจากการศึกษาค้นคว้า และลองผิดลองถูกเองทั้งสิ้น จนไปสู่ผลงานที่สามารถใช้การได้จริงแม้นักวิชาการมักค่อนแคะว่าไม่ได้มาตรฐานก็ตาม

ทว่าก็เป็นผลงานที่ใช้ได้จริงปลอดภัยและอยู่ในระดับที่ชาวบ้านสามารถเข้าถึงเพื่อพึ่งพาตัวเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้” ปราชญ์ชาวบ้านทิ้งท้าย

ไม่ว่าเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศภายในปี 2554 ที่ปรับจาก 8% ไปเป็น 12% จะเป็นจริงได้หรือไม่หรือจะเป็นเพียงการสร้างภาพที่ไม่มีทางไปถึงของรัฐบาลทว่าหลังร่วมก๊วนกรีนทริปครั้งนี้แล้ว ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ก็แอบหวังลึกๆว่าจะเห็นโครงการพลังงานก้าวเล็กๆจาก น้ำพักน้ำแรงคนไทยเพิ่มมากขึ้นต่อไป.

ที่มา http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081367

 

ไม่ง้อน้ำมันและแอลพีจีที่ “อาศรมพลังงาน”

 

 

 

 

 

ท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นและเหลือน้อยลงทุกที ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้แต่วิถีพึ่งพาตนเองตามแบบฉบับ “อาศรมพลังงาน” นั้นเป็นแบบอย่างให้ชุมชนชนบทหยัดยืนอยู่ได้แม้ไม่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน โดยการอาศัย “ชีวมวล”ทรัพยากรที่มีรายล้อมอย่างเหลือเฟือ

ตอนนี้เรากินมรดกอยู่” คือคำพูดที่นายชาญชัย ลิมปิยากร ผู้อำนวยการอาศรมพลังงาน ใช้อธิบายแก่ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ถึงรูปแบบการใช้พลังงานของคนเราในปัจจุบัน และยังสรุปสถานการณ์ตรงกับภาพยนตร์ดัง “แอน อินคอนวิเนียน ทรูธ” (An Inconvenient Truth) ว่า ยุคสมัยแห่งความสะดวกสบายได้ผ่านไปแล้ว และมรดกก็กำลังหมดลงถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่มต้นทำมาหากินด้วยการหาแหล่งพลังงานที่หมุนเวียนได้และยั่งยืนกว่า

อาศรมพลังงานคือสถานที่ต้นแบบ ในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของชุมชน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยผู้อำนวยการอาศรม ให้ข้อมูลแก่ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า อาศรมพลังงานเน้นพลังงานในรูปแบบชีวมวลเป็นหลักและใช้เทคโนโลยีที่ทำง่ายๆ เพื่อให้ชาวบ้านนำไปทำใช้เองได้ ทั้งนี้ไม่เน้นเชิงธุรกิจเพราะมองว่าหากทำเป็นธุรกิจจะทำให้เกิดกลไกที่ทำให้คนเสียนิสัย จึงเน้นการทำเอง-ใช้เอง

สำหรับรูปแบบการใช้ประโยชน์จากชีวมวลนั้นนายชาญชัยแจกแจงกับเราว่านำชีวมวลบางส่วนไปผลิตเป็นถ่านและบางส่วนแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกทางการเกษตร ซึ่งทั้งประหยัดและยังทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้วิธีการพึ่งพาตนเอง นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์พลังงานหมุนเวียนรูปอื่นๆ อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงแดด เป็นต้น โดยมีการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า 100 วัตต์เพื่อใช้สูบน้ำสำหรับรดต้นไม้ในระบบน้ำหยด และใช้พลังงานแสงแดดต้มน้ำร้อนเพื่อใช้ในอาคารบ้านพัก

ทั้งนี้ผู้จัดการวิทยาศาสตร์พร้อมด้วยสื่ออีกหลายสำนัก ได้เดินทางไปยังอาศรมพลังงานนี้เพื่อร่วมกิจกรรมภายในนิทรรศการ “ปฐมบทแห่งวิถีชุมชน พลังงานพึ่งตนก้าวพ้นวิกฤติร่วมกัน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือน มิ.ย.51 ที่ผ่านมาตามการเชิญชวนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ขนกิจกรรมต่างๆ ไปร่วมในนิทรรศการนี้ด้วย

ภายในงานมีการนำเสนอผลงานและเทคโนโลยีระดับชุมชน เพื่อการใช้พลังงานที่อาศัยทรัพยากรในท้องถิ่นหลายอย่าง อาทิ เตาถ่านที่ออกแบบให้ประหยัดพลังงาน โดยมีช่องว่าง ระหว่างบริเวณที่ปากเตาสัมผัสภาชนะหุงต้มน้อยที่สุด เพื่อลดการสูญเสียความร้อน ซึ่งเตาถ่านแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่โดยได้รับการพัฒนาจากกรมป่าไม้ได้กว่า 20 ปีแล้วและมีเอกชนนำไปพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมา

ควบคู่กับเตาถ่านก็มีถ่านที่มีประสิทธิภาพ ในการให้ความร้อนสูงกว่าถ่านธรรมดา โดยเป็นถ่านที่ได้รับการเผาจากเตาอิวาเตะ ซึ่งเป็นเตาดินเหนียวเผาที่มีอุณหภูมิสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส และมีต้นแบบจากเตาของเมืองอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในกระบวนการเผาถ่านก็ได้น้ำส้มควันไม้ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการนำไปรดน้ำต้นไม้เพื่อไล่แมลง อีกทั้งยังควบคุมกระบวนการเผาไหม้เพื่อให้ได้ถ่านได้ดีกว่าเตาเผาถ่านทั่วไป แต่มีข้อเสียมที่ตุ้นสูงหลายหมื่นบาทจึงไม่เหมาะกับการพึ่งพาตนเองของชาวบ้าน

ต้นทุนของเตาต้นแบบจากญี่ปุ่นอาจแพงไปจึงมีเตาแนวคิดคนไทย “เตาเผาสองร้อยลิตร” ที่มีถังความจุสองลิตรเป็นภาชนะสำคัญในการบรรจุชีวมวลแล้วนำไปเผาไหม้กลายเป็นถ่าน โดยนายสุเวช เนามวนทอง สมาชิกเครือข่ายอาศรมพลังงานจาก จ.ขอนแก่น ผู้มีอาชีพเผาถ่านระบุว่าเตาเผาถ่านชนิดนี้อาจให้ความร้อนน้อยกว่าเตาอิวาเตะแต่ก็มีข้อดีกว่าตรงที่เผาผักผลไม้ให้เป็น “ถ่านศิลป์” รูปผักผลไม้ต่างๆ ได้ ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในการดูดกลิ่นอับในที่ต่างๆ ได้ เช่น ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า ตู้รองเท้า เป็นต้น

“การเผาถ่านให้คงรูปผักผลไม้นั้นต้องใช้ความพยายามมากกว่าการเผาถ่านเชื้อเพลิงทั่วไป และเตาที่ให้ความร้อนมากอย่างเตาอิวาเตะไม่สามารถเผาถ่านศิลป์ได้ ในส่วนของราคาถ่านศิลป์มีราคาดีกว่าถ่านเชื้อเพลิงทั่วไป เนื่องจากขายเป็นชิ้นไม่ใช่ชั่งขายเป็นน้ำหนักเหมือนถ่านเชื้อเพลิง แต่ถ่านเชื้อเพลิงก็ขายได้ดีกว่าถ่านศิลป์เพราะมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า” นายสุเวช ซึ่งพวงตำแหน่งครูภูมิปัญญาจากกระทรวงศึกษาธิการด้วยกล่าวกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์

นอกจากพลังงานชีวมวลแล้วพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ก็ถูกดัดแปลงไปใช้ประโยชน์ภายในอาศรม อาทิ พลังงานลมซึ่งมีตัวช่วยเป็นกังหันลมแนวตั้งที่เกิดจากแนวติดของนายนที ศรีทอง ผู้มีอาชีพผลิตคอนเทนต์บนมือถือแต่ชื่นชอบการประดิษฐ์ของใช้ต่างๆ เป็นงานอดิเรก โดยเขาอธิบายหลักการทำงานของกังหันลมให้ผู้จัดการฟังว่า มีหลักการคล้ายไดนาโมคือที่ฐานกังหันลมจะติดตั้งขดลวดที่จะหมุนตามใบพัดเมื่อมีลมและเคลื่อนที่ตัดกับแม่เหล็กที่วางประกบกัน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าซึ่งเก็บไว้ได้ในแบตเตอรี

“ขดลวด 1 ขดให้ไฟฟ้า 1 โวลต์แต่สำหรับกังหันลมนี้อย่างต่ำควรจะมีขดลวด 12 ขด ตัวอย่างของการประยุกต์ใช่กังหันลมในอาศรมพลังงานี้ก็มี เป็นกังหันรลมขนาดใหญ่ที่ต่อตรงเข้า “ปั๊มชัก” คือไม่ได้เก็บไฟไว้ในแบตเตอรีแต่ต่อเข้าปั๊มเพื่อสูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้บนถังเก็บน้ำโดยตรงเลย” นายทวีอธิบาย

อาคารประหยัดพลังงานเป็นอีกตัวอย่างที่ช่วยให้ชาวบ้านไม่ต้องเดือดร้อนราคาค่าไฟ โดยอาศรมพ ลังงานได้ออกแบบห้องสมุดให้สามารถใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบข้างอาคารได้ ทั้งนี้ได้กำหนดทิศทางและตำแหน่งของอาคารให้สอดคล้องกับทิศทางโคจรของดวงอาทิตย์และลมเพื่อให้อาคารได้รับแสงแดดน้อยแต่ได้รับลมเต็มที่ ป้องกันความชื้นให้ห้องสมุดโดยยกพื้นอาคารให้สูงเพื่อให้มีอากาศระบายใต้ถุนอาคาร

นอกจากอาศัยระบบของธรรมชาติแล้วสถาปนิกยังออกแบบอาคารให้ลมผ่านได้สะดวกและมีปล่องระบายอากาศติดตั้งบนหลังคา ขณะเดียวกันเลือกใช้วัสดุที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่ป้องกันการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคาร ซึ่งจากการออกแบบลักษณะนี้ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายภายในตัวอาคารโดยไม่ต้องใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องปรับอากาศ ขณะเดียวกันก็มีสายลมเย็นๆ พัดผ่านเข้าตัวอาคารตลอดเวลาด้วย

นางสาวจุลจิฬา วงษ์พรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลซึ่งประจำอยู่ที่อาศรมพลังงานด้วยให้ข้อมูลแก่เราว่า อาศรมพลังงานมีพื้นที่ประมาณ 11 ไร่ ภายในอาศรมจัดไว้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการพึ่งพาตนเองพลังงานด้านพลังงาน ซึ่งหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องถ่านจากชีวมวล ภายในอาศรมมีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครรวม 13 คน ซึ่งภารกิจหลักๆ ก็คือเผยแพร่ข้อมูลและความรู้พลังงาน ซึ่งปีที่แล้วมีคณะผู้สนใจติดต่อเข้ามาดูงานประมาณ 3,000 คน

อาศรมพลังงานนั้นมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มอาจารย์และนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยวิศวกรอาชีพบางส่วนได้ตั้งกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อชาวบ้าน” ขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้วเพื่อค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและเผยแพร่ให้กับชาวบ้านและชุมชน จากนั้นได้ตั้งเป็นชมรมก่อนเปลี่ยนเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรภายใต้ชื่อ “สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม” (Appropriate Technology Association: ATA) และได้ก่อตั้งอาศรมพลังงานเมื่อ 5-6 ที่ผ่านมา

       เมื่อได้เยือนอาศรมพลังงานและได้เห็นแนวทางในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของชุมชนชนบท ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าในส่วนของชุมชนเมืองนั้นจะพึ่งพาตนเองด้านพลังงานอย่างไรได้บ้าง ดร.ส่งเกียรติ ทานสัมฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ซึ่งนำโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบลวิถีพอเพียงไปร่วมจัดนิทรรศการที่อาศรมพลังงานด้วยให้ความเห็นกับเราว่า

ชุมชนชนบทมีฐานทรัพยากรอยู่รอบตัวซึ่งหากทำให้ดีก็จะเกื้อกูลคนในชุมชนได้แต่สำหรับชุมชนเมืองแล้วมีข้อจำกัดโดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชมอาชีพซาเล้งเพราะเป็นกลไกรีไซเคิลให้กับชุมชนเมืองได้ แต่นอกจากนี้เราก็อาจพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสจากขยะและน้ำเสีย โดยนำมาผลิตเป็นพลังงานได้” ผู้บริหารระดับสูงของ ปตท.กล่าว และเผยว่ามีนโยบายส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองทางด้านพลังงานได้เพื่อลดการใช้พลังงานจากในระบบใหญ่

ขณะที่การใช้พลังงานจากอาศรมพลังงานจะเป็นตัวอย่างที่คนเมืองต้องชำเลืองมองคนชนบทอย่างตาร้อน แต่แนวทาง “ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน” ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่คนเล็กๆ ในชุมชนเมืองใช้เพื่อช่วยเหลือตัวเองยามวิกฤติพลังงานได้ จากข้อคิดว่ายุคสมัยแห่งความสะดวกสบายได้ผ่านไปแล้ว”ซึ่งเป็นไปได้ว่าการยอมลำบากมากขึ้นเพื่อใช้พลังงานน้อยลงนั้นอาจเป็นหนทางที่เราจะพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด.

*สนใจเยี่ยมชมอาศรมพลังงาน ติดต่อ
อาศรมพลังงาน 135/4 ม.4 ถ.ธนะรัชต์ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130
โทรสาร.0-4429-7621 โทร.0-4429-7621
e-mail: SE@ata.or.th

ที่มา http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078532

ม.กรุงเทพติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ต้มน้ำร้อนผลิตไบโอดีเซล

 

 

 

 

 

 

ม.กรุงเทพต่อยอดมหาวิทยาลัยเขียวติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและน้ำร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์เข้าระบบไบโอดีเซลที่ร่วมมือกับเอ็มเทคโดยล่าสุดได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์ สวทช.อธิการบดีระบุไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งเข้าการไฟฟ้า ส่วนน้ำร้อนใช้ผลิตไบโอดีเซลหลังใช้ประหยัดค่าน้ำมันของมหาวิทยาลัยได้เดือนละ 30,000 บาท

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หรือพีวีที (Photovoltaic Thermal: PV/T) ที่พัฒนาโดยสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อใช้ร่วมกับเครื่องจักรผลิตไบโอดีเซลชุมชนซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และกรมอู่ทหารเรือ ซึ่งติดตั้งเพื่อทดลองและนำร่องใช้งานเมื่อเดือน ม.ค.51 ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ได้มีการลงนามความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่าง สวทช.และมหาวิทยาลัยกรุงเทพเมื่อวันที่ 14 พ.ค.51 โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 2 ปี

นายทิพย์จักร นวลบุญเรือง นักวิจัยสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งร่วมพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าและน้ำร้อนหรือพีวีทีนี้ เผยว่าระบบดังกล่าวสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 700 วัตต์และมีระบบหมุนเวียนน้ำภายใต้แผงเซลล์แสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ซึ่งผลิตน้ำร้อนอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสได้วันละ 800 ลิตร

น้ำร้อนที่ได้นี้จะนำไปทดแทนน้ำร้อนที่ใช้ในกระบวนผลิตไบโอดีเซลในสัดส่วน 1:1 คือผลิตไบโอดีเซล 200 ลิตรต้องใช้น้ำร้อน 200 ลิตรเพื่อชะล้างน้ำมันในกระบวนการผลิต การทดแทนนี้จะช่วยลดพลังงานในการผลิตน้ำร้อนลงได้

“หลังจากติดตั้งแล้วก็จะเก็บข้อมูลแล้วขยายผลเพื่อออกแบบเครื่องให้ดีขึ้นตลอดระยะเวลาความร่วมมือจากนั้นจึงจะนำไปใช้กับโครงการไบโอดีเซลชุมชนแต่ระยะต่อไปจะพัฒนาให้เป็นระบบเดียวกับเครื่องจักรผลิตไบโอดีเซลเลย” นายทิพย์จักรกล่าว

อีกทั้งเขายังระบุว่าใช้เวลาวิจัยและพัฒนาระบบพีวีทีเป็นเวลา 4 ปี โดยมีผู้ได้รับอนุญาตใช้สิทธิบัตรผลงานแล้ว 6 ราย ได้แก่ โรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี กองพันทหารสารวัตรที่ 11 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและรัฐสภา ส่วนมหาวิทยาลัยกรุงเทพคือผู้รับอนุญาตใช้สิทธิรายที่ 7

       ทางด้าน ดร.มัทนา สานติวัตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยพัฒนาการเรียนทางด้านเทคโนโลยีแก่นักศึกษา นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดพลังงานภายในมหาวิทยาลัยได้

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการติดตั้งเครื่องผลิตไบโอดีเซลเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) ซึ่งจากความร่วมมือครั้งก่อนเห็นภาพรวมว่า สามารถประหยัดพลังงานภายในมหาวิทยาลัยจากการเติมไบโอดีเซลให้กับรถโดยสารของมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งคำนวณคร่าวๆ สามารถประหยัดค่าน้ำมันไปได้เดือนละประมาณ 30,000 บาท

“สำหรับความร่วมมือครั้งนี้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็จะต่อเข้ากับสายส่งของการไฟฟ้า ส่วนน้ำร้อนก็จะนำไปใช้กับกระบวนการผลิตไบโอดีเซล ทั้งนี้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นเพียงโครงการเล็กซึ่งเราจะประเมินก่อนว่าสเกลขนาดนี้สามารถประหยัดไปได้เท่าไหร่ จากนั้นจึงจะขยายระบบให้ใหญ่ขึ้น” ดร.มัทนากล่าว

อีกทั้ง ดร.มัทนายังเผยอีกว่า มหาวิทยาลัยกรุงเทพสามารถผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันที่ใช้แล้วได้วันละ 200 ลิตร โดยน้ำมันที่ใช้แล้วนั้น รับซื้อจากโรงอาหารของมหาวิทยาลัยและอาคารบ้านพัก เพื่อตัดตอนการนำน้ำมันใช้แล้วกลับไปใช้ซ้ำ.http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000056282
ม.สุรนารีสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะเกษตรนำร่องจ่ายกระแสไฟป้อนฟาร์มในมหาวิทยาลัย

ดูภาพขนาดใหญ่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีทุ่มงบประมาณ 20 ล้านบาท สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานทดแทนระดับภูมิภาค เล็งพัฒนาสู่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่สามารถผลิตพลังงานป้อนหน่วยงานในองค์กรได้เบ็ดเสร็จ
รศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลเฉลิมพระเกียรติเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบ ขนาดกำลังการผลิต 100 กิโลวัตต์ อาศัยเชื้อเพลิงจากของเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เศษไม้ แกลบ กะลา ซังข้าวโพด และเหง้ามันสำปะหลัง ขีดความสามารถในขณะนี้มีกำลังไฟฟ้ารองรับชุมชนได้ถึง 200 ครัวเรือน
โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ ดร.วีรชัย อาจหาญ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร และหัวหน้าหน่วยวิจัยวิศวกรรมพลังงาน สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ที่เริ่มงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนตั้งแต่ปี 2546 ใช้งบประมาณไปกว่า 20 ล้านบาท โดยใช้ผลผลิตเกษตรกรรมและ วัสดุที่เหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า
เบื้องต้นทีมวิจัยได้ออกแบบระบบชิ้นส่วนและสร้างต้นแบบโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก 5-10 กิโลวัตต์ ขึ้นก่อน เพื่อทดสอบระบบ และพบว่าสัดส่วนขององค์ประกอบของก๊าซชีวมวลได้ มีค่าความร้อนเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แก่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งเป็นต้นกำลังขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทดแทนการใช้น้ำมันได้
จากนั้นได้วิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งนำไปสู่การร่วมมือกับนักวิจัยจากบริษัท ซาตาเกะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และจัดสร้างเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบขนาดกำลังผลิต 100 กิโลวัตต์ ใช้งานภายในบริเวณฟาร์มมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว โดยเตรียมศึกษารายละเอียด ปรับปรุงและทดสอบระบบที่เหมาะสม ก่อนนำไปใช้งานในเชิงการค้าหรือส่งเสริมให้เป็นวิสาหกิจชุมชนต่อไป
ส่วนขั้นตอนต่อไปจะเป็นการวิจัยเทคนิคบริหารจัดการโรงไฟฟ้าด้านการจัดการวัตถุดิบ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกไม้โตเร็ว ซึ่งใช้เวลาเพียงปีครึ่ง ก็สามารถหมุนเวียนตัดมาป้อนได้ตลอดปี
ที่มา http://news.sanook.com/technology/technology_46448.php

Dip-Innovation © 2016 Frontier Theme