Dip-Innovation

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ไบโอพลาสติก

พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic)
พลาสติก (Plastic) หมายถึงสารประกอบอินทรีย์ที่สังเคราะห์ขึ้นใช้แทนวัสดุธรรมชาติ บางชนิดเมื่อเย็นก็แข็งตัว เมื่อถูกความร้อนก็อ่อนตัว บางชนิดแข็งตัวถาวร ปัจจุบันพลาสติกเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายยากใช้เวลานาน ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ เผาทำลายทำให้เกิดมลพิษในอากาศ
พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic) หมายถึงพลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัสดุธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นพืช สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable) ช่วยลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม
วัสดุธรรมชาติที่สามารถนำมาผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพมีหลายชนิด เช่น cellulose collagen casein polyester แป้ง (starch) โปรตีนจากถั่ว และข้าวโพด เป็นต้น และในบรรดาวัสดุธรรมชาติทั้งหลาย แป้ง นับว่าเหมาะสมที่สุดเพราะมีจำนวนมากและราคาถูก เนื่องจากสามารถหาได้จากพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง เป็นต้น
พลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากแป้งโดยตรงจะมีขีดจำกัด เพราะจะเกิดการพองตัวและเสียรูปร่างเมื่อได้รับความชื้น จึงได้มีการใช้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปย่อยสลายแป้ง แล้วเปลี่ยนแป้งให้กลายเป็นโมโนเมอร์ (monomer) ที่เรียกว่ากรดแลคติก (lactic acid) จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการ polymerization ทำให้กรดแลคติกเชื่อมกันเป็นสายยาวที่เรียกว่า โพลีเมอร์ (polymer)

ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้
จะแบ่งประเภทของการย่อยสลายออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. การย่อยสลายได้โดยแสง (Photodegradation) การย่อยสลายโดยแสงมักเกิดจากการเติมสารเติมแต่งที่มีความว่องไวต่อแสงลงในพลาสติกหรือสังเคราะห์โคพอลิเมอร์ให้มีหมู่ฟังก์ชันหรือพันธะเคมีที่ไม่แข็งแรง แตกหักง่ายภายใต้รังสี (UV) เช่น หมู่คีโตน (Ketone group) อยู่ในโครงสร้าง เมื่อสารหรือหมู่ฟังก์ชันดังกล่าวสัมผัสกับรังสียูวีจะเกิดการแตกของพันธะกลายเป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ซึ่งไม่เสถียร จึงเข้าทำปฏิกิริยาต่ออย่างรวดเร็วที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการขาดของสายโซ่ แต่การย่อยสลายนี้จะไม่เกิดขึ้นภายในบ่อฝังกลบขยะ กองคอมโพสท์ หรือสภาวะแวดล้อมอื่นที่มืด หรือแม้กระทั่งชิ้นพลาสติกที่มีการด้วยหมึกที่หนามากบนพื้นผิว เนื่องจากพลาสติกจะไม่ได้สัมผัสกับรังสียูวีโดยตรง
2. การย่อยสลายทางกล (Mechanical Degradation) โดยการให้แรงกระทำแก่ชิ้นพลาสติกทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกแตกออกเป็นชิ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้โดยทั่วไปในการทำให้พลาสติกแตกเป็นชิ้นเล็กๆ
3. การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative Degradation) การย่อยสลายผ่าน)ฏิกิริยาออกซิเดชันของพลาสติก เป็นปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนลงในโมเลกุลของพอลิเมอร์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างช้าๆ โดยมีออกซิเจน และความร้อน แสงยูวี หรือแรงทางกลเป็นปัจจัยสำคัญ เกิดเป็นสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (hydroperoxide, ROOH) ในพลาสติกที่ไม่มีการเติม สารเติมแต่งที่ทำหน้าที่เพิ่มความเสถียร (stabilizing additive) แสงและความร้อนจะทำให้ ROOH แตกตัวกลายเป็นอนุมูลอิสระ RO และ OH) ที่ไม่เสถียรและเข้าทำปฏิกิริยาต่อที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นในปัจจุบันทำให้พอลิโอเลฟินเกิดการย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันกับออกซิเจนได้เร็วขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยการเติมสารเติมแต่งที่เป็นเกลือของโลหะทรานสิชัน ซึ่งทำหน้าที่คะตะลิสต์เร่งการแตกตัวของสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (Hydroperoxpide, ROOH) เป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ทำให้สายโซ่พอลิเมอร์เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลรวดเร็วยิ่งขึ้น
4. การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (Hydrolytic Degradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์ เช่น แป้ง พอลิเอสเทอร์ พอลิแอนไฮดรายด์ พอลิคาร์บอเนต และพอลิยูริเทน ผ่านปฏิกิริยาก่อให้เกิดการแตกหักของสายโซ่พอลิเมอร์ ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้คะตะลิสต์ (Catalytic hydrolysis) และไม่ใช้คะตะลิสต์ (Non-Catalytic Hydrolysis) ซึ่งประเภทแรกยังแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ แบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายนอกโมเลกุลของพอลิเมอร์เร่งให้เกิดการย่อยสลาย (External Catalytic Degradation) และแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากจากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์เองในการเร่งให้เกิดการย่อยสลาย (Internal catalytic degradation) โดยคะตะลิสต์จากภายนอกมี 2 ชนิด คือ คะตะลิสต์ที่เป็นเอนไซม์ต่างๆ (Enzyme) เช่น Depolymerase lipase esterase และ glycohydrolase ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางชีวภาพ และคะตะลิสต์ที่ไม่ใช่เอนไซม์ (Non-enzyme) เช่น โลหะแอลคาไลด์ (alkaline metal) เบส (base) และกรด(acid) ที่มีอยู่ในสภาวะแวดล้อมในธรรมชาติ ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางเคมี สำหรับปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์นั้นใช้หมู่คาร์บอกซิล(Carboxyl Group) ของหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์บริเวณปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ในการเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายผ่าปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส
5. การย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์จากการทำงานของจุลินทรีย์โดยทั่วไปมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน เนื่องจากขนาดของสายพอลิเมอร์ยังมีขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำ ในขั้นตอนแรกของของการย่อยสลายจึงเกิดขึ้นภายนอกเซลล์โดยการปลดปล่อยเอ็นไซม์ของจุลินทรีย์ซึ่งเกิดได้ทั้งทั้งแบบใช้ endo-enzyme หรือ เอนไซม์ที่ทำใหเกิดการแตกตัวของพันธะภายในสายโซ่พอลิเมอร์อย่างไม่เป็นระเบียบ และแบบ exo-enzyme หรือเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการแตกหักของพันธะทีละหน่วยจากหน่วยซ้ำที่เล็กที่สุดที่อยู่ด้านปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ เมื่อพอลิเมอร์แตกตัวจนมีขนาดเล็กพอจะแพร่ผ่านผนังเซลล์เข้าไปในเซลล์ และเกิดการย่อยสลายต่อในขั้นตอนที่ 2 ได้ผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย (ultimate biodegradation) คือ พลังงาน และสารประกอบขนาดเล็กที่เสถียรในธรรมชาติ (Mineralization) เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทน น้ำ เกลือ แร่ธาตุต่างๆ และมวลชีวภาพ (biomass)
พลาสติกชีวภาพที่สำคัญ มี 2 ชนิด คือ
1. Polylactic acid (PLA)
2. Polyhydroxybutyrate (PHB)
Polylactic acid (PLA)
Polylactic acid หรือ Polylactide เป็นพลาสติกที่ผลิตจากข้าวโพดหรืออ้อย แต่ส่วนใหญ่นิยมผลิตจากข้าวโพด กระบวนการผลิตคือจะนำเมล็ดข้าวโพดไปทำเป็นแป้งแล้วนำแป้งที่ได้ไปผ่านกระบวนการหมัก (fermentation) โดยใช้แบคทีเรีย Lactobacillus brevis ได้ผลผลิตเป็นกรดแลคติก (Lactic acid) ซึ่งกรดแลคติกนี้เป็นโมโนเมอร์ที่จะนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเป็นพลาสติก โดยนำไปผ่านกระบวนการ polymerization ได้เป็นโพลีเมอร์ที่เรียกว่า polylactide


ขั้นตอนการผลิต PLA และการนำกลับมาใช้ใหม่

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากพลาสติก PLA

กล่องใส่อาหาร

ถ้วยใส่อาหาร

แก้วใส่ของร้อน

โทรศัพท์ NEC รุ่น FOMA(R)N70iECO

กล่องใส่ CD/DVD

Polyhydroxybutyrate (PHB)
PHB ถูกค้นพบโดย Maurice Lemoigne นักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส เกิดจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์ Alcaligenes eutrophus โดยใช้แหล่งวัตถุดิบจากน้ำตาลกลูโคสหรือแป้ง มาเป็นแหล่งคาร์บอนให้กับจุลินทรีย์เพื่อเปลี่ยนเป็น acetyle CoA ซึ่งสารนี้จะเป็นโมโนเมอร์สำหรับใช้ในการผลิตเป็น PHB
การสังเคราะห์พลาสติก PHB จากจุลินทรีย์ Alcaligenes eutrophus จะมีเอนไซม์เข้ามาเกี่ยวข้องในปฏิกิริยาทั้งหมด 3 ชนิด คือ
เอนไซม์ 3-ketothiolase จะเร่งให้เกิดการรวมตัวกันของ Acetyl CoA ได้เป็น Acetoacetyl-CoA
เอนไซม์ acetoacetyl-CoA reductase จะเป็นตัวรีดิวซ์ acetoacetyl-CoA ไปเป็น R(-)-3-hydroxybutynl-CoA
เอนไซม์ PHA synthase จะมาเร่งปฏิกิริยา polymerizes สาร R(-)-3-hydroxybutynl-CoA ได้เป็นโพลีเมอร์ PHB


โมเลกุลของ PHB

 

ที่มา http://mail.thaigoodview.com/node/17034?page=0%2C1

ข่าวสาร ไบโอพลาสติก

ตอนนี้ในบ้านเรา ก็มีการนำ Bioplastic มาใช้กันบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอน นำเข้าเม็ดพลาสติก มาฉีดขึ้นรูป ซึ่งมีราคาแพงมากๆ แพงกว่าเม็ดพลาสติก ที่ได้จากปิโตรเคมี 5-6 เท่า ด้วยราคาแบบนี้ จึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักขณะนี้จึงมีหน่วยงานที่พยายามเป็นตัวกลางในการเชื่อมบริษัทไทย ให้เกิดการลงทุนทำBioplastic แบบครบวงจรใช้เอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อจากเมืองนอก เพราะวัตถุที่ใช้ผลิต ในบ้านเราก็มีพร้อม และมีมากด้วย
เราสามารถแปลงจากเมล็ดข้าวโพด เป็น “ฟิล์ม” หรือ “พลาสติก” โดยมีขั้นตอน 4-5 ขั้น              (ดูภาพประกอบ)

Bioplastic ที่ได้ สามารถนำไปผลิตสินค้าได้ทุกอย่าง เหมือนกับพลาสติกที่เราใช้กันอยู่ อาทิ ช้อน ชาม ปากกา แก้วน้ำดื่ม แก้วกาแฟร้อน กล่อง บัตร และถุงใส่ของ เป็นต้น
และทั้งหมดนี้ ย่อยสลายได้ เมื่อนำไปฝังดิน
วัตถุบางๆ อย่างเช่น ถุงก็อาจใช้เวลาเพียง 3-6 เดือนส่วนชิ้นที่หนาหน่อย ก็ใช้เวลานานหน่อย
ตามรูปด้านล่าง เป็น  “ถุงเพาะต้นกล้า” ที่ทำจาก Bioplastic ของบริษัท วัลย์ดีพาณิชย์อุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการนำเข้าเม็ดมาฉีดขึ้นรูป

 

 

ถ้าปรกติ เวลาปลูกป่าก็จะใช้เวลาร่วมชั่วโมง แต่ก็ปลูกได้คนละไม่กี่ต้น เพราะกว่าจะฉีกถุงพลาสติกสีดำออก และค่อยๆ วางต้นไม้ลงให้ลึกพอดี บางคนฉีกไม่ดี หลุดทั้งถุง ทั้งดิน เหลือแต่รากเพียวๆ แต่ถ้าเป็นถุง Bioplastic คงจะทำให้งานปลูกป่าง่ายขึ้น สนุกขึ้น และถ้าทำให้มีราคาต่ำจริง ก็นำมาเป็นถุงใส่ผลไม้เสียเลย ทานเสร็จ ใส่ทั้งเปลือก ทั้งเมล็ด แล้วนำไปฝังดิน จะได้ Seed กันทั้งบ้านทั้งเมือง

ที่มา http://www.clookclick.com/archives/325

ข่าว Bioplastic จาก สนช.
สนช.ดันใช้ทำพลาสติกแทนปิโตรเคมี ชาวไร่มันสำปะหลังเตรียมเฮรับงานใหญ่

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สนช. ถือเป็นองค์กรที่ต้องค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้อง การของผู้บริโภคยุคใหม่เสมอ และนวัตกรรมล่าสุดก็เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจเป็น อย่างยิ่งคือ ผลิตพลาสติกจากมันสำปะหลังแทนปิโตรเคมี
โดยชูจุดแข็งไทยเป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลัง ถึงขนาดจะทำให้เป็น “ฮับ” ของ อุตสาหกรรมนี้ได้ภายใน 5 ปีและนี่อาจถือเป็น “โชคครั้งใหญ่” ของชาวไร่มันอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับอานิสงส์จากการเป็นพืชที่ใช้ในการผลิต เอธานอล แต่การนำไปผลิตเอธานอล ก็ยังนับเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับอ้อยหรือ กากน้ำตาล

“ที่ผ่านมาราคามันสำปะหลังไม่ดี กิโลกรัมละ .90-1.50 บาท ชาวไร่ก็ไม่อยากปลูก เอาหัวโยนลงดินแล้วปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมขาติ ขนาดทำอย่าง นั้นยังได้ 3.8 ตันต่อไร่” ดร.ปิยะ จงวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บมจ.พัฒน์กล กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ถึงปัญหาของมันสำปะหลังในอดีต “แต่วันนี้มันสำปะหลัง กำลังจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจเต็ม รูปแบบ เพราะนอกจากจะนำไปทำพลาสติกแล้วยังเป็นพืชสำคัญที่นำไปผลิตเอธา นอล ซึ่งล่าสุดพัฒน์กลก็ได้เข้าไปรับเหมาก่อสร้างโรงงานเอธานอล ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ 2 กลุ่ม ซึ่งใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในการผลิตล้วนๆ ผม เชื่อว่าในอนาคตเราอาจพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตมากถ ึง 20 ตันต่อไร่ก็ได้ และราคาจะดีกว่าในปัจจุบันอีกมาก”

ด้าน ดร.ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ในฐานะต้นคิดนำมันสำปะหลังไปทำพลาสติก กล่าวว่า ทุกวันนี้หลายหน่วยงานได้ค้นคว้านวัตกรรมทำพลาสติกจากพืชแทน ปิโตรเคมี เช่น บริษัทผลิตรถยนต์มาสด้าได้ผลิตรถยนต์ที่อุปกรณ์ภายในรถทั้งหมด ผลิตจากข้าวโพด ซึ่งเป็นพลาสติกชีวภาพ โดยจะนำออกสู่ตลาดในญี่ปุ่นต้นปี 2552 และรัฐบาลของประเทศนอร์เวย์ได้สั่งซื้อไปแล้ว 30 คัน หรือบริษัท CSM จากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานที่ระยอง เมื่อปี 2551 ก็ผลิตกรดแลคติกจากข้าวโพดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา มีกำลังการผลิตประมาณแสนตันต่อปี ส่งออกร้อยละ 90 ใช้ในประเทศร้อยละ 10 นั้น และกำลังจะเข้ามาขยายการลงทุนด้าน PLA (Poly Lactic Acid) ในไทยซึ่งอยู่ระหว่างการหาพาร์ตเนอร์ โดย PLA เป็น เทคโนโลยีที่พัฒนาต่อมาจาก Lactic Acid ซึ่งมีคุณสมบัติที่สูงขึ้นทั้งการทนความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า ถึง 200 องศา ทำให้ ตลาดการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์กว้างมากขึ้น กว่า Lactic Acid
นอกจากนี้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำพลาสติกชีวภาพมาผลิตเป็นอุปกรณ์ที่ให้บริการบนเครื่องบิน ซึ่งแม้ว่าจะทำให้ต้นทุนสูงแต่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
“เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้จัดงานประชุมนานาชาติ ว่าด้วยเรื่อง เชื้อเพลิงชีวภาพและพลาสติก ชีวภาพเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยมีเป้าหมาย 4 ประการคือ 1.เพื่อติด ตามความก้าวหน้าเทคโนโลยีของเชื้อเพลิง ชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสู่ประเทศไทย 2.ประกาศศักยภาพของประเทศไทยในด้านความพร้อมตั้งแต่อุตสาหกรรมต ้นน้ำถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ 3.หาโอกาสในการเจรจาร่วมลงทุนทางธุรกิจกับนักลงทุนต่างชาติ และ 4.สร้างความเข้าใจและตื่นตัวให้กับคนไทยว่าเทคโนโลยีชีวภาพที่เ ป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง”

ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่าประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการจัดงานครั้งนี้ค ือ การถ่ายทอดทางเทคโนโลยีซึ่งจะทำให้เกิดความก้าวหน้าและการพัฒนา ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และมีโอกาสในการร่วมลงทุน ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ตั้งเป้าใน 3-5 ปี จะมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพเกิดขึ้นในประเทศไทย และสามารถนำมาพัฒนาเป็นพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานใ ห้ประเทศได้ในอนาคต และจะเป็นช่องทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรที่จะเ ป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพแ ละเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย

ดร.ศุภชัยกล่าวว่า นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของประเทศไทยที่เป็นผู้นำด้านเชื้อเพลิง ชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ ในภูมิภาคนี้ เนื่องจากไทยมีความอุดมสมบูรณ์และแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบชีวมวล (biomass) และเทคโนโลยีชีวภาพ โดยไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกมันสำปะหลังเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบ ด้านการเกษตรที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ
นอกจากนี้ไทยยังมีอุตสาหกรรมปลายน้ำที่แข็งแกร่ง โดยมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกกว่า 4,000 แห่ง ที่พร้อมจะเปลี่ยนมาเป็นโรงงานพลาสติกชีวภาพ ในขณะที่กำลังการผลิตพลาสติกชีวภาพทั่วโลกขณะนี้มีเพียง 700,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 1 ของความต้อง การปริมาณพลาสติกทั่วโลกที่มีสูงถึง 200 ล้านตันจึงยังมีโอกาสที่ไทยจะสามารถเป็นฮับของอุตสาหกรรมพลาสติ ชีวภาพได้ ภายใน 5 ปี โดยขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติ งบประมาณ 1,800 ล้านบาท ในการ ผลักดันให้ไทยมีโรงงานต้นน้ำในการผลิตวัตถุดิบ คือ โพลีแลคติคเอซิด ในการผลิต สินค้าพลาสติกชีวภาพให้ได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 โรงงาน ภายใน 5 ปีนี้
“การส่งเสริมและกระตุ้นให้คนไทยเกิดการตื่นตัวในการใช้ผลิตภัณฑ ์พลาสติกชีวภาพนั้น ประเด็นสำคัญนั้นรัฐบาลต้องมีนโยบายและการสนับสนุนที่จริงจังแล ะชัดเจนเพื่อผลักดัน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตของเชื้อเพลิงชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพยังอยู่ในอัตราที่สูงกว่าพลาสติกที่ผลิตจากวัต ถุดิบจากปิโตรเคมีร้อยละ 30-100”
ที่มา http://www.tiche.org/forum/forum_postpop.asp?AN=1&TID=251&PN=1&FID=3&TPN=1
และรูปจาก http://images.google.co.th

สนช. จับมือ เครือซีพี ประกาศศักยภาพเป็นผู้นำในภูมิภาค เปิดตลาดผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพไทย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จับมือกับบริษัท ซีพีพี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจพลาสติก เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดงานแถลงข่าว “เปิดตลาดผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพไทย” เพื่อประกาศความเป็นผู้นำในการสร้างตลาดผลิตภัณฑ์ของพลาสติกชีวภาพของประเทศและในภูมิภาค ขานรับนโยบายวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2551 ของประเทศไทย ภายใต้คำขวัญ “เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับแนวคิด สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”

สนช. จับมือ เครือซีพี ประกาศศักยภาพเป็นผู้นำในภูมิภาค เปิดตลาดผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพไทยนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ริเริ่มผลักดันอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพให้เป็นอุตสาหกรรมคลื่นลูกใหม่ของประเทศ เนื่องจากพลาสติกชีวภาพ (bioplastics) เป็นนวัตกรรมด้านวัสดุของโลก ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านวัตถุดิบที่นำมาจากทรัพยากรที่เกิดขึ้นใหม่ทดแทนได้ (renewable resources) เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด และอ้อย เป็นต้น โดยมีกระบวนการผลิตที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนเพราะใช้พลังงานต่ำ นอกจากนี้ พลาสติกชีวภาพยังสามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติกลายเป็นปุ๋ยหมักในกระบวนการกำจัดขยะ ดังนั้น วงจรชีวิตของพลาสติกชีวภาพจึงเป็นวัฏจักรที่เลียนแบบธรรมชาติซึ่งทำให้เกิดการสมดุลของสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากมูลค่าเพิ่มของพลาสติกชีวภาพที่ผลิตได้จากมันสำปะหลังสูงมากกว่า 5 เท่า ดังนั้น รัฐบาลจึงมอบหมายให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) จัดทำ “แผนที่นำทางแห่งชาติการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2555” เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ความได้เปรียบด้านวัตถุดิบการเกษตรโดยเฉพาะมันสำปะหลังที่ปลูกได้ถึง 27 ล้านตันต่อปี ผนวกกับศักยภาพที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมพลาสติกปลายน้ำจำนวนมากกว่า 4,000 โรงงาน ซึ่งสามารถผลิตสินค้าพลาสติกชีวภาพสู่ผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย และตอบสนองความต้องการในตลาดโลก ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตสูงถึงร้อยละ 30 ต่อปี แต่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตทั่วโลกรวมกันได้เพียง 500,000 ตันต่อปี ทั้งนี้จากข้อมูลของสมาคมพลาสติกชีวภาพยุโรป (European Bioplastics) ได้คาดการณ์แนวโน้มความต้องการใช้พลาสติกชีวภาพในตลาดโลกในปี ค.ศ. 2010 ว่าจะมีปริมาณเพิ่มสูงถึง 1 ล้านตัน จึงนับเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยในการเตรียมความพร้อมก้าวสู่ความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับภูมิภาค”

ดร. ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า “สนช. ได้ใช้กลยุทธ์การพัฒนานวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ (Eco-Industry) ในการส่งเสริมและสนับสนุนบริษัทอุตสาหกรรมที่ต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เร่งพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีการผลิตของตนเอง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ การผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพผสม (bioplastic compounds) เพื่อนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ เช่น บรรจุภัณฑ์ ภาชนะ และชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างตลาดผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย สนช. ได้ร่วมกับบริษัท ซีพีพีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจพลาสติก เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดทำ “โครงการพัฒนาเทคโลยีการผลิตเม็ดคอมพาวด์พลาสติกชีวภาพสู่เชิงพาณิชย์” เพื่อนำไปสู่กระบวนการขึ้นรูปและทดสอบคุณภาพเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น แก้วเย็นและฝาครอบ แก้วร้อน ช้อน ส้อม เม็ดพลาสติก บัตรแข็ง และบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร โดย สนช. จะให้คำปรึกษาและสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการกับบริษัทตลอดระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้บริษัทสามารถคิดค้นสูตรเม็ดคอมพาวด์พลาสติกชีวภาพสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้ไม่ต่ำกว่า 5 ชนิด สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเริ่มต้นพัฒนาบ้างแล้วจะมีตัวอย่างแสดงในงานแสดงสินค้าและจำหน่ายสุดยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทย “ INNOMAX 2008 – Innovation Market and Exhibition 2008 ” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในระหว่างวันที่ 19-22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ดังนั้นโครงการความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเสริมและแสดงให้เห็นความสำคัญของแผนที่นำทางแห่งชาติการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการนำเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ของภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนให้เกิดอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพตั้งแต่ระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำได้อย่างรวดเร็วต่อไป”

มร.มาร์ส กัว (Mr. Marss W. Kuo) ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท ซีพีพีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ บริษัทฯ ตระหนักถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในภูมิภาค ภายใต้การผลักดันอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการจัดทำแผนที่นำทางแห่งชาติการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ที่ควบคู่ไปกับการนำกลยุทธ์การบริหารจัดการนวัตกรรมมาสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมเตรียมความพร้อมในด้านเทคโนโลยี การผลิตและการลงทุน เพื่อรองรับความต้องการอย่างสูงของตลาดโลกที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพ จากการที่บริษัทฯ มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับ สนช. ในการให้ความสำคัญต่อการเร่งสร้างตลาดของผลิตภัณฑ์พลาสติชีวภาพในประเทศขึ้นก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านตลาดสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพในระดับต้นน้ำ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีในระดับสูงและมีมูลค่าการลงทุนในระดับหลายพันล้านบาท ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับ สนช. จัดทำ ”โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเม็ดคอมพาวด์พลาสติกชีวภาพเชิงพาณิชย์” ขึ้นมา”

“เนื่องจากอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงต้องการนโยบายและแนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามบริษัท ซีพีพีซี จำกัด (มหาชน) มีความยินดีที่จะเป็นผู้เริ่มต้นดำเนินธุรกิจผลิตเม็ดคอมพาวด์พลาสติกชีวภาพ ด้วยความพร้อมของบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาและการผลิตเม็ดคอมพาวด์พลาสติกชีวภาพ ทั้งยังมีเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ทันสมัย ภายใต้ความร่วมมือด้านวิชาการกับ สนช. และเครือข่ายนักวิจัยภาครัฐ ทำให้บริษัทฯมีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพเพื่อสร้างนวัตกรรมให้แก่ประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นใจให้กับนักอุตสาหกรรมที่สนใจลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มของพลาสติกชีวภาพอย่างครบวงจร และสอดคล้องกับแผนที่นำทางแห่งชาติในการขับเคลื่อนให้เกิดอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในประเทศที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมันสำปะหลังหรืออ้อย พร้อมกับช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกได้อย่างยั่งยืน” มร.มาร์ส กัว กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=53A5DE6197DA59179231BD00FF728C9B

BTID- Bioplastic
Dip-Innovation © 2016 Frontier Theme