Dip-Innovation

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

1 ธนาคูณ ชู Innovations

 

ธนาคูณ ชู Innovations สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง

โดย บิสิเนสไทย [19-3-2007]

ธนาคูณ รุกตลาดหนัก ชิงตอกย้ำแบรนด์ตราจิงโจ้ ด้วยการนำเสนอสินค้าใหม่ที่ฟมีนวัตกรรมจากออสเตรเลีย หวังสร้างการจดจำก่อนดึงส่วนแบ่งการตลาดมาครองเป็นเบอร์ 1 ในอนาคต เปิดเกมช่องทางขายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพิ่มช่องทางเข้าถึงลูกค้าโดยตรงเน้นให้คำปรึกษาผ่าน Call Center  (MR.Home Clinic) ยืนยันปี 2550 ขยับเป้าหมายสวนกระแสโต 20% ตลาด วัสดุเคมีภัณฑ์เพื่อใช้ในการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารประเภทป้องกันการรั่ว ซึม แตกร้าว และฉนวนป้องกันความร้อน ณ ปัจจุบันมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมูลค่าตลาดรวมสูงขึ้นเป็น 1,200 ล้านบาทแล้ว และเท่าที่สำรวจตลาดจะพบว่ามีเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้าเป็นที่รู้จัก ในวงกว้างนั้นค่อนข้างน้อย ดังนั้นจึงถือเป็นช่วงโอกาสที่ดีที่แบรนด์ \”จิงโจ้\” ปูพรมชิงความได้เปรียบคู่แข่งด้วยการชูเรื่องนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากประเทศ ออสเตรเลีย และเตรียมแผนรุกตลาดนี้อย่างจริงจัง
บุกตลาดชูนวัตกรรมใหม่

นาย เมธี  สวัสดิ์ธนาคูณ  กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท  ธนาคูณ   ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุเคมีภัณฑ์เพื่อใช้ในการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคาร  ประเภทป้องกันในการรั่ว  ซึม  แตกร้าว และฉนวนป้องกันความร้อน แบรนด์ “จิงโจ้” ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มานานกว่า 27 ปี ถือว่าเป็นบริษัทคนไทย 100% ที่อยู่ในตลาดนี้ ได้เปิดเผยว่า การที่บริษัทเน้นเรื่องนวัตกรรมในการผลิตและพัฒนาสินค้าใหม่ๆนั้นก็เพื่อให้ เกิดความแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งตอนนี้จะเห็นว่าในตลาดยังไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสที่ดี และยังเป็นการช่วยสร้างการจดจำในตราสินค้าให้ติดปากผู้บริโภคทั่วไปด้วยว่า เป็นสินค้าผู้นำในตลาดด้านนวัตกรรม

โดยในระยะเริ่มแรกเป็นการนำเข้า ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย หลังจากเมื่อเริ่มทำการตลาดได้แล้ว จึงรับถ่ายทอดเทคโนโลยีและสูตรการผลิต จากบริษัท อดิเสล ไบตัน เป็นบริษัทผลิตเคมีภัณฑ์ก่อสร้างติดอันดับ TOP 5 ในประเทศออสเตรเลีย

ปัจจุบันมีสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่มากกว่า 20 ชนิด  อาทิ สีสะท้อนความร้อน  ผนังกันความร้อนที่มีฉนวนกั้นกลาง  ปูนซีเมนต์ปรับระดับพื้นด้วยตัวเองที่มีสีให้เลือกหลากหลาย  และ อีพ็อกซี่  สำหรับใช้ทำงานใต้น้ำ ดังนั้นบริษัทจึงจำแนกเป็นกลุ่มตาม ประเภทการใช้งาน ได้แก่กลุ่มที่ 1. คือกลุ่มที่ใช้สำหรับป้องกันการรั่วซึม ของอาคาร เช่น สีอะคริลิกยืดหยุ่นสูงซีเมนต์ทากันซึม, แผ่นยางปูกันซึม   กลุ่มที่ 2.ใช้สำหรับป้องกันและแก้ไข อาคารร้าว     เช่น ปูนฉาบซ่อมโครงสร้าง, ปูนเกราท์     กลุ่มที่ 3.ใช้สำหรับเป็นฉนวนกันความร้อน เช่น ผนังกันความร้อน, สีทาสะท้อนความร้อน (เซรามิกโค้ท)   กลุ่มที่ 4.ใช้สำหรับการเสริมความแข็งแรงของโครง เช่น อีพ็อกซี่ขยายช่องทางภูมิภาคส่วน แผนการตลาดในปี 2550 บริษัทจะรุกตลาดในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรงใน ภูมิภาค จากก่อนหน้านี้ที่มุ่งเน้นทำตลาดอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และเน้นลูกค้าตลาดผู้รับเหมาโครงการเป็นหลัก โดยกำหนดไว้ว่าภายในปี 2550 นี้ บริษัทจะแต่งตั้งร้านตัวแทนจำหน่ายสินค้าในต่างจังหวัดให้ได้ 60-70 ร้านทั่วประเทศ เพื่อเป็นช่องทางในการขยายตลาดเคมีภัณฑ์ของบริษัทเข้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง

อย่าง ไรก็ดี ในปีแรกจะมุ่งเน้นไปที่จังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ ทางภาคใต้ก่อน ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต, กระบี่, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, และภาคเหนือบางจังหวัด เช่น เชียงใหม่, พิษณุโลก, นครสวรรค์ โดยลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าตามร้านค้าที่มีป้าย \”ศูนย์รวมเคมีภัณฑ์ก่อสร้างตราจิงโจ้\” นอกเหนือจากการสั่งตรงจากบริษัท โดยคาดว่าจะใช้งบในการทำตลาดเพื่อรุกช่องทางจำหน่ายใหม่นี้ประมาณ 3-5% ของยอดขาย

บริษัทยังไม่เคยทำตลาดภูมิภาคอย่างจริงจัง มีเพียงเอเย่นต์รายหนึ่งที่เป็นวิศวกรนำสินค้าไปทำตลาดในจังหวัดภูเก็ต และพบว่ามียอดสั่งซื้อที่สูงมากรวมเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท จึงทำให้มองเห็นช่องทางตลาดที่จะผลักดันยอดขายให้เติบโต และมุ่งเน้นไปที่ภาคใต้อันเป็นหัวเมืองที่มีการขยายตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ สูงเปิดคลินิกมิสเตอร์โฮม ทั้งนี้ บริษัทตระหนักดีถึงตัวแทนจำหน่ายที่ไม่มีความรู้เรื่องการใช้เคมีภัณฑ์ จึงได้ จัดตั้งแผนก Call Center เพื่อให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาฟรีด้านป้องกันรั่ว, ซึม, ร้าว และฉนวนกันความร้อน สำหรับบ้าน หรืออาคารเป็นต้น ซึ่งการมี  Call Center  (MR.Home Clinic)  จะทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริษัทได้ง่าย โดยได้เตรียมวิศวกรผู้มีความรู้และชำนาญกาลไว้คอยตอบปัญหาโดยเฉพาะ นอก จากนั้นยังมีแผนก R&D เพื่อทดสอบสินค้าทุกครั้งก่อนถึงมือลูกค้า ซึ่งการจัดส่งของให้กับลูกค้าในคราวละมากๆ บริษัทสามารถจัดส่งได้ภายในวันรุ่งขึ้น หรือ 1 วันทำการ ปัจจุบันและมีลูกค้าประจำจำนวนมากที่ให้ความมั่นใจในสินค้า เช่น สนามบินหลายๆ แห่ง, ธนาคารออมสินทุกสาขา, วัสดุสำหรับซ่อมแซมถนน คสล., สะพานข้ามแยก และบริษัทผู้รับเหมาต่างๆ

เป้าหมายแชร์ 20% สำหรับ เป้าหมายทางการตลาดในปีนี้ ณ สิ้นปี 2550 ได้ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดไว้ที่ 20% ของมูลค่าตลาดรวม 1,500 ล้านบาทต่อปี (ประมาณ 300 ล้านบาท) ในขณะที่ตลาดรวมของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท และบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 13% กว่า (ประมาณ 156 ล้านบาท) ทั้งนี้ตลาดรวมได้ชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตใน ทิศทางที่ลดลงส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศชะลอตัวลงไปด้วย แต่ยังมีตลาดรายย่อยที่เป็นเจ้าของบ้านโดยตรง

ซึ่งถ้าหากผู้ผลิตเคมี ภัณฑ์สามารถเข้าถึงตลาดดังกล่าว เชื่อว่าจะส่งผลให้ตลาดรวมโตเพิ่มขึ้นได้อีก 200-300 ล้านบาท ปัจจุบันนี้ บริษัทจัดอยู่ในอันดับ 3-5 ของตลาด ส่วนผู้นำตลาดคือวัสดุเคมีภัณฑ์แบรนด์ \”ซิก้า\” ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% และอันดับสองคือ \”แรงโก้\” บริษัทร่วมทุนไทยกับต่างชาติ

แบ่งฐานลูกค้าชัดเจน ด้าน ลูกค้าของบริษัทได้แบ่งออกเป็น 2 ตลาด คือ ผู้บริโภค หรือเจ้าของบ้าน เจ้าของอาคาร โรงงานคลังสินค้า โกดัง โรงสี และร้านวัสดุก่อสร้าง และตลาดผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจัดเป็นตลาดสินค้าอุตสาหกรรม มีสัดส่วนการจำหน่ายแบบอุตสาหกรรม 70% และจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง 30% โดยบริษัทมีสินค้าหลักกว่า 100 ชนิดไว้ให้ลูกค้าเลือกใช้ได้เหมาะสมกับปัญหา และยังมีสินค้านวัตกรรมใหม่กว่า 20 ชนิด ดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น

นวัตกรรมต้องต่อเนื่อง ส่วน ทางด้าน รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวให้ความเห็นว่า การที่บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาเคมีภัณฑ์ด้านการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารหันมา รุกตลาดหนักตั้งแต่ช่วงต้นปี เป็นเพราะว่าตลาดมีการขยายตัวมากขึ้นโดยเฉพาะตลาดบ้านเก่าทั้งประเทศ ที่ถึงเวลาต้องปรับปรุงหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี แบรนด์สินค้าประเภทนี้ที่เป็นผู้นำชัดเจน หากใครสามารถที่จะตอกย้ำและสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภคได้ก่อนก็จะถือว่า ได้เปรียบ แต่อย่างไรก็ตามต้องพยายามออกสินค้าใหม่ๆที่มีนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อผู้ บริโภคจริงๆได้อย่างต่อเนื่องด้วย จึงจะสามารถสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดได้ในเวลาอันรวดเร็วที่มา: http://www.businessthai.co.th/content.php?data=410657_Business

Updated: February 21, 2017 — 1:49 pm

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Dip-Innovation © 2016 Frontier Theme